วันศุกร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2565

อ่านใจเหล่าปีศาจ Through the darkness

เพิ่งดูจบซีรีส์เกาหลี 16 ตอน เรื่อง Through the darkness (อ่านใจเหล่าปีศาจ - ชื่อไทย) หนังหนัก ขนาดเราที่ชอบดูหนังชีวิต เน้นปัญหาสังคม จิตวิทยา ดูแค่หนึ่งหรือสองตอนแล้วพัก แล้ววันหลังค่อยดูใหม่ ดูจบซีรีส์ ต้องขอดูอะไรที่ตลกๆทำให้หัวเราะก๊ากๆ 


พอเห็นว่าเป็นตำรวจที่ใช้หลักจิตวิทยามาจับฆาตกรต่อเนื่องแบบที่เคยดูในซีรีส์อเมริกัน จะมีการชี้แจงอารมณ์จิตใจของฆาตกรอย่างละเอียดละออ ตำรวจจะมีความเก่งกาจเป็นพหูสูตรอบรู้ 

แต่ซีรีส์นี้กลับไม่เป็นอย่างที่นึก เพราะหนังเน้นอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของตำรวจในอาชีพ Profiler พวกเขาต้องพยายามคิดให้เหมือนผู้ร้ายโรคจิต ต่อสู้กับอารมณ์ที่อยากจะลุกมาชกฆาตกรตรงหน้าขณะสอบสวนเพราะเห็นอกเห็นใจสงสารเหยื่ออย่างสุดจิตใจ ต้องอดทนฟังฉากฆ่าโหดร้ายผิดมนุษย์มนาของฆาตกรผู้เริงร่าชื่นบานกับการฆ่าการทรมานเหยื่อ ยิ่งไปกว่านั้นแผนกนี้เพิ่งก่อตั้งขึ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องทนสายตาของเพื่อนร่วมงานที่ไม่เห็นความสำคัญของแผนกนี้ คิดว่าพวกเขามาก้าวก่ายความรับผิดชอบ พวกเขาต้องใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวขอให้ผู้บังคับบัญชาต่ออายุแผนก ห้องทำงานแรกก็อยู่ชั้นใต้ดินที่ทางเข้าอยู่ด้านนอกตัวอาคาร เครื่องทำความร้อนก็ไม่มี ดูเหมือนจะเป็นห้องเก็บของเสียมากกว่า

หนังยังแสดงให้เห็นถึงด้านมืดวงการตำรวจ เช่น ทำร้ายผู้ต้องสงสัยเพื่อบีบให้รับสารภาพในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ทำ ตำรวจถอดใจไม่ทำงาน แต่เมื่อตำรวจประสานงานกันอย่างดีระหว่างสำนักงาน ก็สามารถจับผู้ร้ายได้และรื้อคดีเก่าๆที่ปิดไม่ลง ทำงานกันหามรุ่งหามค่ำ ไม่กลับบ้าน นักข่าวก็จัดอยู่ในประเภทเดียวกัน  อันที่จริงจากซีรีส์เกี่ยวกับโรงพยาบาล ก็เห็นหมอกับพยาบาลทำงานหนักแบบไม่เป็นเวลาเท่าไรด้วย 

หนังเผยด้านความเป็นมนุษย์ปุถุชนของตำรวจ แสดงความโกรธเกลียดเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้ร้ายใจโหด ตำรวจไม่ได้เป็นฮีโร่เหมือนอย่างในหนังอเมริกัน รู้สึกท้อแท้ มีความกลัว มีอยู่ช่วงหนึ่งพระเอกเครียดจัด ขับรถเร็วและได้รับอุบัติเหตุ พระเอกตั้งใจจะเลิกทำแผนกนี้ แต่พอได้เจอญาติเหยื่อ ก็เปลี่ยนใจ เพราะต้องการช่วยเหลือคนให้ได้รับความยุติธรรม

"อาชญากรรมที่สมบูรณ์แบบไม่มีอยู่จริง"


อ้อ...หนังสร้างจากเรื่องจริง เขียนโดยโปรไฟเลอร์คนแรกของเกาหลี 

วันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2565

ศิลปะของการเลือก+รับ*รู้ The power of input

จิตแพทย์ชิออน คาบาซาวะเขียนเล่มนี้หลังจากเล่มแรก "ศิลปะของการปล่อยของ The Power of ouput" ออกวางจำหน่าย แปลเป็นภาษาไทย ตีพิมพ์และจัดจำหน่ายโดยสำนักพิมพ์แซนด์คล็อคบุ๊คส์
ก่อนอ่านฉันก็นั่งเดาว่าการรับรู้จะได้มาจากทางไหนบ้าง อ่านหนังสือ ดูหนังละคะ พูดคุย ท่องเที่ยว ดูนิทรรศการ เป็นต้น และเมื่ออ่านจบ ก็ถูกต้องกับที่คาดเดาไว้

 

นอกจากนี้นักเขียนยังบอกแนะนำช่องทาง input อื่น ๆ ที่ฉันอาจไม่ให้ความสำคัญมาก่อน เช่น การฟังดนตรี คอนเสิร์ต (ความประทับใจ) การแสดงสด งานศิลปะ ดูจากอินเตอร์เน็ต ยูทูป การเรียนต่างๆเช่นเรียนทำกับข้าว การกินของอร่อย

สรุปสั้นคือ ข้อมูล "ขาเข้า" ได้จาก การอ่าน การฟัง การดู การเรียน

แต่เราจะเลือกอย่างไรเพื่อการรับรู้ที่มีประสิทธิภาพที่สุด เพราะสมองของเราไม่สามารถรับเรื่องได้ไม่เกิน 3 เรื่อง ศิลปะในการเลือกได้ถูกถ่ายทอดไว้อย่างละเอียดในแต่ละบท แล้วยังมีคำแนะนำอื่นๆเช่นการพักผ่อน การออกกำลังกาย การพักจากการเล่นมือถือ การใช้นิ้วไล่บนจอมือถืออย่างไม่มีจุดหมาย การเดินเล่นตากสมอง การออกกำลังกาย 

แต่กฎทองก็คือ input, output และ feedback  

หนังสือสองเล่มนี้เป็นหนังสือที่นอกจากจะอ่านสนุกแล้ว ยังให้แรงบันดาลใจอย่างยอดเยี่ยม เวลาอ่านก็เริ่มจาก The power of output ก่อน เพราะสำคัญมาก MUST READ ไม่มีเวลาอ่าน The power of input ก็ยังไม่เป็นไร




วันศุกร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2565

ศิลปะของการปล่อยของ The Power of Output

 

ใครที่เคยอ่านหนังสือสนุกๆ ดูหนังแล้วอิน กินอาหารอร่อยๆ ไปเที่ยวสุดมัน หรือเพิ่งทำงานอดิเรกชิ้นยอดเยี่ยมเสร็จ แล้วอยากเล่าให้เพื่อนๆฟัง หรือเก็บบันทึกไว้อ่านภายหลัง แต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน อย่างไร ด้วยช่องทางไหน
ขอแนะนำเล่มนี้เลยค่ะ เป็นหนังสือฮาวทูที่ทำได้จริง อธิบายทุกขั้นตอนและวิธีการลงมือทำ เพียงแต่ขอให้เริ่มตั้งปณิธานว่าจะทำทุกวันทำอย่างต่อเนื่อง แล้วคุณก็จะทำสำเร็จ

 

ตัวเองอ่านหนังสือหลายเล่ม เล่มไหนดีก็มักจะเล่าให้น้องสาวฟังแล้วซื้อให้น้องสาวอ่าน แค่นั้น นานไปก็จำอะไรไม่ได้เลย ทั้งที่บางเล่มอ่านสองครั้ง แอบรู้สึกเสียดายเวลาเหมือนกัน แอบคิดว่าทำไมสมองเสื่อมเร็วจัง 555

พอเห็นหน้าปกหนังสือเล่มนี้ ชื่อสะดุดตา ปกสวย ดูเรียบๆ สัมผัสปกน่าจับต้อง ประกอบกับส่วนตัวช่วงนี้ชอบแนวพัฒนาและรู้จักตนเองของฝั่งเกาหลีญี่ปุ่น เลยซื้อมา

ไม่ผิดหวังค่ะ ให้เต็มสิบค่ะ

วิธีการ "ปล่อยของ" หรือก็คือการบอกกล่าวเรื่องที่ได้รับรู้มานั้นไม่มีอะไรซับซ้อน
หลักสำคัญคือ Input - Output - Feedback

- เมื่อมี Input ต้องทำ Output ในอัตราส่วน 3:7 นั่นก็คือรับข้อมูลแล้ว "ปล่อยออก" ให้มากกว่า การได้รับข้อมูลทำให้โลกในสมองเปลี่ยน แต่ในไม่ช้าก็จะลืมข้อมูลทั้งหมด ดังนั้นจึงเป็นได้แค่ตัวเองได้รับความพึงพอใจ แต่ไม่ได้มีการพัฒนาตัวเอง โลกไม่ได้เปลี่ยนแปลง
- ทำทันทีเมื่อได้ข้อมูล ทำเป็นประจำ 3 ครั้งภายใน 2 สัปดาห์
- ทำอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง
- ต้องมีการประเมิน อาจจะเป็นตัวเองหรือคนอื่น ไม่ต้องกลัวความล้มเหลว หรือข้อผิดพลาด เพราะการ feedback จะทำให้เราพัฒนา นักเขียนแนะนำให้ทำ Output ลงในโซเชียลเมเดีย เพราะจะได้รับการประเมินและก้าวผ่านความกลัวของตนเอง

วิธีแบ่งปันข้อมูล (Output)
- น่าจะง่ายที่สุด คือการพูด/เล่าให้คนใกล้ตัวฟังก่อน โดยบอกกล่าวถึงความรู้สึกของตัวเอง, สิ่งที่ค้นพบแปลกใหม่ หรือความประทับใจ ต่อไปอาจเล่าให้คนภายนอกทำเป็นพ็อดคาส ยูทูบ ฯลฯ
- เขียน อันนี้ความท้าทายของหลายๆคน ให้เริ่มจากสิ่งง่ายๆ เพื่อความเคยชิน นั่นคือ จดบันทึกเกี่ยวกับน้ำหนัก ความรู้สึกตอนตื่นนอน ต่อมาเป็นการเขียนสรุปลงทวิตเตอร์ซึ่งสั้นๆ แล้วต่อด้วยบล็อก ฯลฯ

นอกจากนี้หนังสือยังพูดถึงวิธีอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการพูด การเขียน อีกมากมาย รวมถึงแนะนำวิธีการรวบรวมไอเดีย วิธีเขียนนำเสนอ จีงอยากแนะนำให้อ่านรายละเอียดในหนังสือค่ะ

หนังสืออ่านง่าย เพราะแบ่งเป็นบทๆละประมาณ 2-3 หน้า มีการ์ตูนประกอบ ส่วนสำคัญก็จะพิมพ์สีแตกต่างจากข้อความทั่วไป ท้ายบทมีสรุป